|
ปีพ.ศ.2543
เป็นปีที่ชาวประมงจับปลาบึกได้เพียง 2 ตัว และในปีนี้ก็เป็นปีที่ชาวบ้านเก็บไกได้น้อยเช่นกัน
หลังจากนั้น ปลาบึกก็ไม่มีให้เห็น และไกก็เกิดช้าและมีจำนวนน้อยลงทุกปีเช่นปี
เมื่อไม่มีไก อาจเป็นไปได้ว่า จะไม่มีปลาบึก...
ในอดีต
ตลอดสายน้ำโขงที่ประเทศไทยสามารถพบเห็นปลาบึกได้ตลอดลำน้ำ ตั้งแต่เชียงแสน
จ.เชียงราย จนถึงโขงเจียม ที่จ.อุบลราชธานี มีภาพเขียนสีรูปปลาบึก
ที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม จ.อุบลราชธานี แสดงว่าพื้นที่นี้เคยมีการจับปลาบึก
มีหมู่บ้านที่ปากแม่น้ำมูนบรรจบกับแม่น้ำโขงเรียกว่าหมู่บ้านเวินบึก
ชาวบ้านเล่าว่า สมัยก่อนที่นี่ก็เป็นแหล่งจับปลาบึกแห่งหนึ่ง
วังปลาบึกหรืออ่างปลาบึกที่จ.หนองคายเช่นเดียวกันที่แสดงว่าพื้นที่นี้เคยมีการจับปลาบึก
ใกล้กันที่บ้านห้วยลึก อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย หมู่บ้านชายแดน
ก็เคยมีการจับปลาบึก
ปัจจุบันแหล่งจับปลาบึกเหลืออยู่เฉพาะที่ท่าหาดไคร้
อ.เชียงของ จ.เชียงราย และที่นี่ประวัติศาสตร์กำลังซ้ำรอยตามแหล่งอื่นเช่นกัน
ท่าหาดไคร้กำลังจะกลายเป็นตำนานการจับปลาบึก การจับปลาบึกกำลังจะเป็นเรื่องที่เล่าขานกัน
แนวโน้มปริมาณปลาบึกลดจำนวนลงเรื่อย และคาดกันว่า อีกไม่นาน
หากยังคงมีการรบกวนจากกิจกรรมของมนุษย์ในยุคบริโภคนิยมอย่างต่อเนื่องเช่นนี้
ปลาบึกคงจะไม่โผล่ที่ท่าหาดไคร้อีกต่อไป
ลุงเรียน
จินะราช อดีตประธานชมรมปลาบึก บ้านหาดไคร้ กล่าวถึงสภาพพื้นที่ของท่าบ้านหาดไคร้ว่า
ท่าหาดไคร้อยู่ในทำเลที่ดีกว่าที่อื่นๆ เพราะพื้นท้องน้ำแม่โขงเป็นกรวดหินเล็ก
ไม่มีโขดหินก้อนผา แต่เป็นพื้นเรียบๆ เราจับปลากันด้วยวิธีการที่เรียกว่า
ไหลมอง ต้องดำลงไปใต้น้ำ การมีโขดหินใต้น้ำเยอะ มองจะลงไปติด
ทำเลตรงนี้จึงดีกว่าที่อื่นๆ ที่นี่มีการจับปลาบึกกันมาตั้งแต่สมัยปู่ยาตายาย
ร่วม 100 กว่าปีได้แล้ว
|